ShoutMix chat widget

bougetsushou

Official by ZUN


ตอนที่สิบหก "แผนที่จากสหายเก่า"

สลับฉากมาที่ด้านของยูคาริผู้เป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องกันบ้าง ซึ่งดูเหมือนตอนนี้เธอจะบินอยู่
เหนือโพ้นทะเลที่แสนจะเงียบงัน และแล้วยูคาริก็ได้อุทานขึ้นต่างๆนานาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือ
ทะเลไปพร้อมกัน ทั้งการที่มีฝนตก ทั้งที่มีคลื่นซัดเพราะเกิดพายุนั่นเอง จนในที่สุดทั้งสองก็
ได้มาถึงซึ่งดูเหมือนจะใกล้เข้าชายฝั่งทุกขณะ

"เอาล่ะ เท่านี้ทางเข้าสู่ทะเลซึ่งเป็นที่อาศัยอยู่ของนักปราชญ์ก็ได้เปิดออกแล้วล่ะจ๊ะ"
"เรารีบมุ่งหน้าไปก่อนที่กับดักที่นักปราชญ์แห่งจันทราสร้างไว้จะทำงานเถอะ"

โยว์ไคแห่งเขตแดนชี้แนะแก่ภูติรับใช้ของตน



กลับมาทางด้านของพวกเรย์มุ การต่อสู้ที่ยังดำเนินต่อของโยริฮิเมะผู้เก่งกาจและได้เปรียบ
มาตลอดจะกลับตาลปัตรเสียแล้ว เมื่อปรากฎว่าโยริฮิเมะโดนอัดจนถึงกับกระเด็น ตามตัว
สะบักสะบอมไปด้วยรอยช้ำ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของเรมีเลียผู้ชำนาญการโจมตีเข้าประชิด
ด้วยความเร็วนั่นเอง แม้แต่เหล่ากระต่ายก็ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เรมีเลียเริ่มโอ้อวดอ้างว่า
ตนนี่แหละที่แข็งแกร่งว่องไวที่สุดบนผืนพิภพ แต่มาริสะก็ตัดพ้อแซวว่าถ้าเป็นเรื่องเร็วที่สุด
ต้องเป็นอายะต่างหาก ส่วนเรื่องพลังต้องยกให้ยูกะ เรมีเลียได้ยินแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดที่โดน
เผาซะเอง ทางด้านโยริฮิเมะที่ยืนหยัดขึ้นมาเหมือนจะสู้ต่อ ก็ได้ดึงดาบที่ปักอยู่ออกมาจาก
ผืนทราย และจ้องเรมีเลียด้วยแววตาที่ยังคงความเย็นชาเช่นเดิม ซึ่งเรมีเลียก็ยังคงพูดจาข่ม
ว่าจะไม่ยอมให้โยริฮิเมะยอมแพ้จนกว่าจะรู้สึกสิ้นหวังในความต่างของพลัง

"เจ้า..."
"มีควันออกมาจากปีกด้วยแน่ะ?"

เมื่อผีดูดเลือดสาวที่ยังคงแสนจะวางมาดได้รู้สึกตัวเข้า ก็ตกใจทันที แต่ยังดีที่ซาคุยะรู้ทัน
และรีบโยนร่มมาให้เรมีเลียกางกันแดดทันใด เรมีเลียจึงบ่นต่อว่าแม้แต่แสงจันทร์ก็มิอาจ
ทำให้เธอใช้ชีวิตไปใหนมาใหนได้ตามปกติเช่นกัน โยริฮิเมะจึงเอ่ยต่อว่าร่มที่เรมีเลียใช้
ก็มิอาจป้องกันได้สมบูรณ์ซะทีเดียว



สลับฉากกลับมาที่พวกยูยูโกะบ้าง ทั้งคู่ยืนอยู่แถวริมของทะเลสาบบริเวณคฤหาสน์มารแดง
โยว์มุเริ่มรู้สึกหนาวจนบอกอยากให้ยูยูโกะรีบทำธุระให้เสร็จ ยูยูโกะจึงนึกขึ้นได้ว่าโยว์มุนั้น
มีร่างกายที่ทำให้มีความรู้สึกได้ซึ่งต่างจากตน จากนั้นโยว์มุจึงถามทบทวนถึงการตามหา
สถานที่ๆเป็นเป้าหมาย ยูยูโกะจึงชี้แจงถึงการกระทำสิ่งนั้นซึ่งต้องเลือกที่ตั้งที่เหมาะก่อนและ
ชี้ลงไปยังทะเลสาบ โยว์มุจึงคิดว่าตำแหน่งนั้นอยู่ที่ใต้น้ำ ซึ่งคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดำลง
ไปถ้าไม่ใช่ปลาหรือเงือก ก่อนที่จะไปไกลกว่านี้ ยูยูโกะจึงชี้ที่ผิวทะเลสาบ ให้โยว์มุดูให้ดีถึง
เงาพระจันทร์เต็มดวงที่สะท้อนบนผิวน้ำ ทำให้โยว์มุสังเกตถึงพระจันทร์เต็มดวงที่แปลกไป
จากปกติ โดยดูเหมือนเงาพระจันทร์เต็มดวงกลมๆจะกลายเป็น 2 ซีกเหมือนถูกผ่า และไม่ทันไร
ยูยูโกะก็เดินบนผิวน้ำเพื่อไปหาเงาพระจันทร์เต็มดวงที่ว่านั่นเสียแล้ว โยว์มุเห็นดังนั้นจึงลอยตัว
ตามผู้เป็นนายติดๆกัน

"ยูคาริคงจะแก้เขตแดนของพระจันทร์ดวงจริงกับพระจันทร์ลวงตาได้แล้วล่ะจ๊ะ"

"แล้วยูคาริก็คงจะลืมปิดมันด้วย"
"หรือว่าจะ........."

นายหญิงแห่งวิญญาณรู้สึกถึงความผิดปกติ



ไม่ทันขาดคำ ยูยูโกะก็พุ่งกระโดดลงไปยังช่องแย่งที่อยู่บนเงาของดวงจันทร์ ซึ่งโยว์มุเอง
ก็ไม่รอช้าที่จะตามไปด้วย ซึ่งต่อมานั้นทั้งคู่ก็ไปโผล่ยังสถานที่ๆหนึ่งเป็นท้องทะเลที่แสนจะ
ไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งจากคำบอกของยูยูโกะนั้นที่นี่คือทะเลของดวงจันทร์นั่นเอง อีกทั้งยัง
เชิญชวนว่าจะลองว่ายน้ำทะเลกันดูมั้ย เพราะเป็นโอกาสหายากจากที่เกนโซเกียวไม่มีทะเล
โยว์มุก็ทำหน้าหน่ายบอกปัดไป และจู่ๆโยว์มุก็สังเกตุถึงของชิ้นหนึ่งซึ่งคุ้นตาของตน นั่นคือ
ร่มของยูคารินั่นเอง โยว์มุตกใจที่มาเห็นร่มของยูคาริถูกทิ้งเอาไว้แบบนี้ และคิดว่าจะต้อง
เกิดอะไรขึ้นแน่ๆ ส่วนยูยูโกะที่ตั้งสติครุ่นคิดอย่างรอบคอบเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงดูเหมือนว่า
ตนคงจะไม่อาจเลี่ยงคำขอจากยูคาริเพื่อนเก่าได้แล้ว

"ร่มใบนั้นคือแผนที่ขุมทรัพย์ไงล่ะ"
"เป็นการบอกทางชี้ไปตามร่มใบนั้น"

โยว์มุเริ่มเข้าใจในสิ่งที่ยูยูโกะบอก แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมถึงรู้ว่ายูยูโกะจะตามมาด้วย
ยูยูโกะจึงตอบไปตามที่คิดว่ายูคาริคงจะพ่ายแพ้อีกครั้งแล้ว



ส่วนทางด้านฝั่งของเรย์มุ เรมีเลียเยาะเย้ยโยริฮิเมะว่าคงจะไม่เหลือไม่เด็ดอะไรสู้กับตนแล้ว
แต่ดูเหมือนโยริฮิเมะจะยังคงความมุ่งมั่นอยู่มิเสื่อมคลาย พร้อมกับบอกว่ามองการเคลื่อนไหว
ของเรมี่หมดแล้วอีกด้วย และยังได้ท้าให้เรมีเลียใช้สเปลการ์ดกับตนอีกต่างหาก เช่นนั้น
เรมีเลียจึงสนองตอบตามความต้องการของโยริฮิเมะทันที ด้วยการใช้ "ควีน ออฟ มิดไนท์"
ออกมา

"จงนึกถึงช่วงเวลาแห่งฝันร้าย"
"ที่มีแต่ราตรีแห่งดันมาคุอันไร้ซึ่งรุ่งอรุณตราบชั่วนิรันดร์ซะเถอะ"



เมื่อเรมีเลียสั่งจู่โจม กระสุนดันมาคุลูกกลมจำนวนมากที่มาพร้อมกับบรรยกากาศรอบด้าน
ที่มืดมิดต่างพุ่งเข้าใส่โยริฮิเมะอย่างทันท่วงที แต่ดูเหมือนโยริฮิเมะจะหมดทางสู้ซะทีเดียว
เริ่มร่ายอัญเชิญเทพเจ้าออกมาอีกครั้ง ด้วยการเรียก "อาเมะ โนะ อุซุเมะ โนะ มิโคโตะ"
ซึ่งปรากฎเป็นรูปร่างของเทพธิดาองค์หนึ่งมาและบันดาลให้ตัวของโยริฮิเมะสว่างไสว
ซึ่งนั่นทำให้กระสุนดันมาคุไม่โดนตัวโยริฮิเมะเลยแม้แต่นัดเดียว เรมีเลียเห็นดังนั้นจึง
คิดว่าโยริฮิเมะต้องการให้ตนโจมตีด้วยพละกำลังสุดแรงนั่นเอง ไม่ทันใด ผีดูดเลือดก็
พุ่งตรงไปหาเจ้าหญิงด้วยความเร็วสูงสุด ซึ่งนั่นทำให้เป็นไปตามแผนของโยริฮิเมะที่จะ
หลอกล่อเรมีเลียและเริ่มอัญเชิญเทพเจ้าอีกครั้ง

"อามาเทราสุโอมิคามิ"
"ช่วยลบล้างราตรีไปจากโลกใบนี้ด้วยแสงสว่างที่สุดจะเจิดจ้าเกินคณาด้วยเถิด"



และแล้วก็เกิดแสงสว่างชั่วพริบตาที่สว่างไสวจนพร่าตาเหลือเกิน และแล้วก็สามารถ
ตัดสินผลการต่อสู้ระหว่างเรมีเลียกับโยริฮิเมะสักที ด้วยความปราชัยของเรมีเลียเสียเอง
แม้ว่าเรมี่จะได้เปรียบในช่วงแรกจากการใช้ลักษณะเด่นเฉพาะตัว จู่โจมโยริฮิเมะอย่าง
ว่องไวและดุดัน แต่เมื่อเจ้าหญิงอ่านท่วงท่าออกหมดบวกกับนิสัยที่แสนจะทะนงในตน
ของเรมีเลีย นั่นทำให้เรมีเลียต้องติดกับโยริฮิเมะด้วยการจู่โจมด้วยแสงสว่างที่เรมีเลีย
แพ้นั่นเอง จนทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้ โดยมีมาริสะที่ทำเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเห็น
และเรย์มุที่ยังคงนิ่งเฉยนั่งถอนหายใจเหมือนกับคาดแล้วว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้
เมื่อเรมีเลียต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ มิโกะแห่งเกนโซเกียวอย่างเรย์มุนั้นจะยอม
ออกโรงเองหรือไม่กัน?


จบตอน

Official by ZUN

ตอนที่สิบห้า "มนุษย์ละอองดาว"

"รุกก่อนได้เปรียบ!"
"สตาร์ดัสต์เรฟเวอรี่"

แม่มดดำประกาศก้องงัดไม้เด็ดของตนออกมาเพื่อจู่โจมโยริฮิเมะก่อนทันใด
เมื่อนั้นก็บังเกิดดวงดาวหลากสีปรากฎออกมากระจายเข้าจู่โจมไม่เลือกหน้า
ว่าจะเป็นพวกเดียวกันหรืออีกฝ่ายจนโกลาหลเลยทีเดียว จะมีแต่มิโกะที่ยังคง
ทำสีหน้าตายคอยปัดดาวห่างๆและคู่ผีดูดเลือดกับเมดที่ยังคงยืนแน่นิ่งกับที่
มาริสะหยุดการจู่โจมลงและบินร่อนลงมาดูใกล้ๆโยริฮิเมะที่ตอนนี้ได้ถูก
ละอองดาวคลุมจนมิดไม่เห็นตัวแล้ว แต่แล้วดูเหมือนว่าการจู่โจมครั้งนี้
จะทำอะไรโยริฮิเมะไม่ได้เลยตามที่มาริสะคาดไว้ เมื่อเศษดาวกระจาย
ออกจากการปกคลุมร่างของโยริฮิเมะที่ยังคงสภาพเหมือนปกติดังเดิม
ไร้รอยตำหนิใดๆ

"สงสัยที่ดาวมันไม่ยอมประกายก็เพราะมีเธอมองดูมันที่นครจันทรานะเนี่ย"

มาริสะเย้ยหยัน

"การที่จะมองเห็นดวงดาวเจิดจรัสได้นั้น"
"มันขึ้นอยู่กับผลของชั้นบรรยากาศต่างหาก"

"และการที่นครจันทรามีชั้นบรรยากาศอยู่น้อยนั้น"
"จึงทำให้ดวงดาวไม่อาจเจิดจรัสได้เท่าที่ควร"



โยริฮิเมะชี้แจงเกล็ดให้กับมาริสะ และทันใดนั้นก็ลองหยิบละอองดาวที่มาริสะ
ปล่อยออกมาเข้าปากดู ผลก็คือว่ามันมีรสหวานนั่นเอง โยริฮิเมะกล่าวชมในใจ
เมื่อชิมได้ไม่เท่าไหร่ โยริฮิเมะก็โยนละอองดาวทิ้งและกล่าวถึงวงโคจรแสง
ของดวงดาวที่ไม่อาจเจิดจรัสได้นั้นก็จะเดินเป็นเส้นตรงตลอดนั่นเอง ซึ่งก็
หมายความว่ารูปแบบการโจมตี้นี้ของมาริสะเป็นสิ่งที่ใครๆก็สามารถหลบได้
ง่ายๆนั่นเอง ซึ่งแม้แต่ตัวโยริฮิเมะเองก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นอิสระ
ไม่ได้ถูกละอองดาวแตะต้องตัวสักนิด ทั้งที่ยังถูกล้อมอยู่ มาริสะที่ฟังอยู่เฉยๆ
มาครู่หนึ่งก็ตอบกลับว่าตนนั้นไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่โยริฮิเมะพูดนัก และในเมื่อ
ละอองดาวที่มาริสะปล่อยนั้นหยุดอยู่รอบตัวโยริฮิเมะแล้วนั้น มาริสะก็งัดไม้ตาย
ออกมาจู่โจมซ้ำอีกครั้งหนึ่ง



"อีเว้นท์โฮริซอน!"

เหล่าละอองดาวต่างพรั่งพรูจู่โจมล้อมรอบตัวโยริฮิเมะอีกครั้ง แต่ครั้งนี้โยริฮิเมะ
เริ่มเคลื่อนไหวบ้างแล้ว โดยชักดาบออกมาและฟาดฟันปัดเหล่าละอองดาวไม่ให้
เข้ามาถึงตัวได้ เรมีเลียหัวเราะคิกคักเหมือนจะเยาะเย้ยมาริสะอยู่ไม่ห่าง ซึ่งมาริสะ
เองก็ได้แต่ถอนหายใจ และรอดูโยริฮิเมะปัดการโจมตีของตนไปจนเสร็จสิ้นแล้ว
มาริสะนึกคิดในใจสัมผัสได้เหมือนกับว่าโยริฮิเมะกำลังเล่นอยู่ยังไงยังงั้น และต่อให้
ทำยังไงก็คงจะไม่มีทางชนะได้แน่



"เพลเนทาเรียมของเจ้ามันช่างเป็นชะตากรรมที่อ่อนแอนัก"
"จึงได้ทำให้ดวงดาวบนท้องฟ้าที่มองขึ้นจากผืนพิภพมีความเดียวดายอยู่เช่นนั้น"

โยริฮิเมะสั่งสอนมาริสะ ซึ่งต่อไปก็ถึงคราวที่โยริฮิเมะจะตอบโต้บ้างแล้ว

"อามัตสึมิกะโฮชิเอ๋ย"

"จงสำแดงถึงดวงดาราที่แท้จริงที่มิได้ถูกขว้างกั้นโดยชั้นบรรยากาศ"
"ให้คนเหล่านี้ได้เห็นประจักษ์ด้วยเถิด"

และแล้วก็เกิดแสงสว่างจ้าต่อหน้ามาริสะที่ยืนแน่นิ่งตะลึงไปตามกัน ส่วนทางด้านเรย์มุ
ที่นั่งเฉยๆอยู่ก็ลองถามเรมีเลียว่าเธอจะสามารถเอาชนะโยริฮิเมะได้หรือเปล่า ซึ่งเรมีเลีย
ก็รับปากว่าตัวเองไม่มีทางแพ้อยู่แล้ว ส่วนเรย์มุเองก็ไม่แน่ใจตั้งแต่แรก ซึ่งถ้าหากว่านี่เป็น
งานปราบโยว์ไคธรรมดาเหมือนครั้งที่ผ่านมาก็คงจะไม่แพ้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่แล้ว
ดูเหมือนพวกเธอจะแส่หาเรื่องเข้าเสียเอง  ไม่ทันไรมาริสะก็กระเด็นเข้าชนพวกเรย์มุเสียแล้ว
ดูเหมือนว่าพลังของโยริฮิเมะจะร้ายกาจเอาเรื่องเลยทีเดียว แต่กระนั้น เรมีเลียก็เตะมาริสะออก
ไล่ให้ไปสู้ต่อทันที มาริสะจึงเอาแต่บ่นว่าตัวเองอุตส่าห์ออกไปสู้ก่อนเพื่อให้เรมีเลียได้จับตาดู
วิธีการสู้ของโยริฮิเมะเอาไว้แท้ๆ แต่เรมีเลียกลับทำแบบนี้เป็นการตอบแทนอย่างไม่มีเหตุผล
ส่วนโยริฮิเมะที่ได้เห็นเช่นนั้นจึงแอบหัวเราะ พร้อมล้อว่าพวกคนที่อยู่บนผืนพิภพช่างสนิทกัน
จริงๆ



เรมีเลียสั่งให้มาริสะสู้ต่อไปก่อน แม้ว่ายังไงมาริสะก็ต้องแพ้อยู่แล้ว แต่ก็จะให้มาริสะได้
ทำอะไรตามใจตนเองก็ทำไป

"เฮอะ ทำเป็นมาสั่ง"

"งั้นจะเอาจริงบ้างล่ะ"

แม่มดดำป่าวประกาศออกมาพร้อมกับเผยไอเท็มทีเด็ดของตน นั่นก็คือ "เตาแปดเหลี่ยมมินิ"
มาริสะสั่งสอนโยริฮิเมะกลับว่าในโลกนั้นไม่มีสิ่งใดที่เร็วไปกว่าแสง และการโจมตีครั้งนี้
จะเป็นเส้นตรงเช่นเดียวกัน

"ไฟนอลสปาร์ค!"

ลำแสงขนาดยักษ์ถูกปล่อยออกมาจากเตาด้วยความเร็วที่เกินจะหยั่งและพุ่งเข้าหาโยริฮิเมะ
ในพริบตาเดียว ซึ่งยังไงโยริฮิเมะก็คงหลบไม่ทันเป็นแน่ เมื่อแสงของไฟนอลสปาร์คที่
พร่าตาได้ดับลงแล้ว มาริสะก็จ้องไปข้างหน้าเช่นเดิมยังตำแหน่งที่โยริฮิเมะอยู่

"ฮึ่ม คิดอยู่แล้วว่าแค่นี้คงจะเอาชนะไม่ได้หรอก"



โยริฮิเมะยังคงอยู่ในสภาพปกติและยิ้มเยาะต่อหน้ามาริสะ โดยที่เธอรอดมาได้ก็เพราะใช้ดาบ
ฟันมันให้หายไปนั่นเอง แต่มาริสะก็กะเอาไว้อยู่แล้วและเตรียมโจมตีต่อโดยทันที โดยครั้งนี้
จะยิงไฟนอลสปาร์คติดต่อกันสองครั้งด้วยกันเป็น "ดับเบิ้ลสปาร์ค"  ซึ่งลำแสงทั้งสองได้พุ่ง
เข้ามาหาโยริฮิเมะพร้อมกัน ซึ่งคราวนี้โยริฮิเมะคงใช้ดาบฟันทั้งสองลำแสงไม่ทันเป็นแน่
แต่ทว่าโยริฮิเมะกลับหาได้หวั่นไม่ โดยโยริฮิเมะทำการได้อัญเชิญเทพออกมาอีกครั้งหนึ่ง
นั่นก็คือ "อิชิโคริโดเมะ โนะ มิโคโตะ" เมื่อกล่าวคำเสร็จสิ้นก็ได้ปรากฎร่างของหญิงสาว
ผู้ถือกระจกยาตะเข้ามารับลำแสงไว้ ซึ่งผลของกระจกนั้นก็ได้สะท้อนลำแสงของมาริสะ
กลับไปหาตนเองโดยทันที



มาริสะสามารถหลบได้ทันฉิวเฉียด ส่งผลให้ลำแสงพุ่งออกจากดวงจันทร์ไปยังโลกทันที
ซึ่งมาริสะเองก็หนักใจเช่นกันว่าลำแสงของตนคงต้องก่อเรื่องใหญ่แน่ โยริฮิเมะจึงแย้งว่า
คงไม่มีใครนึกว่าจะมีเลเซอร์ออกจากดวงจันทร์อยู่แล้ว เพราะว่ามนุษย์ได้วางกระจก
อันแสนใหญ่ไว้ที่อีกด้านของจันทรา นั่นเพื่อการวัดระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์
ด้วยการยิงเลเซอร์นั่นเอง  เมื่อผลลงเอยออกมาแบบนี้ มาริสะจึงได้กล่าวขอยอมแพ้ต่อ
โยริฮิเมะด้วยความเต็มใจ เพราะเธอเองก็ไม่เหลือไม้เด็ดอะไรจะงัดออกมาใช้แล้วด้วย
ซึ่งเมื่อการต่อสู้ของมาริสะจบลง คู่ต่อสู้คนต่อไปของโยริฮิเมะก็คือเรมีเลียที่รอมานานแล้ว



ตัดกลับมายังเกนโซเกียว สองนายบ่าวโยว์มุกับยูยูโกะก็ได้ออกมาเดินเล่นชมจันทร์กัน
ซึ่งโยว์มุสังเกตเห็นพระจันทร์มีลำแสงประกายออกมาชั่วขณะ

"เอ๋?"

"เมื่อกี้ เหมือนว่าพระจันทร์จะส่องแสงด้วยล่ะค่ะ?"

โยว์มุได้กล่าวกับนายของตน

"พระจันทร์ก็ส่องแสงเป็นปกติอยู่แล้วนี่จ๊ะ"

ยูยูโกะผู้เป็นนายตอบกลับ แม้คำตอบจะผิดห่างไปจากสิ่งที่พูดก็ตาม
จากนั้นโยว์มุจึงถามไถ่ยูยูโกะว่าพวกตนกำลังจะไปที่ใหนกัน

"ผีดูดเลือดได้สร้างจรวดขึ้นด้วยตนเอง"
"แล้วมุ่งหน้าไปสู่ดวงจันทร์จากเขตแดนแห่งจันทร์ลวงตาและจันทร์ของจริงตามที่ยูคาริวางแผนไว้"

"ซึ่งก็หมายความว่า"
"พวกเราก็มีเรื่องอีกอย่างนึงที่ต้องทำใช่มั้ยล่ะจ๊ะ?"

เพียงยูยูโกะอธิบายเท่านั้น โยว์มุก็เข้าใจทันทีเลยว่าสถานที่ๆตนจะไปก็คือคฤหาสน์มารแดง
ซึ่งตอนนี้กำลังว่างนั่นเอง

"ตายจริง นี่เรากำลังย่องขึ้นบ้านเค้ารึเปล่าเนี่ย?"

แม้ว่าการประลองดันมาคุระหว่างฝ่ายเรย์มุกับโยริฮิเมะยังไม่จบสิ้น กระนั้น แผนของยูคาริ
ที่วางเอาไว้คืออะไรกันล่ะ?


จบตอน

Official by ZUN



ตอนที่สิบสี่ "การต่อสู้แห่งโลหะ"



ต่อจากตอนที่แล้ว การดันมาคุระหว่างซาคุยะและโยริฮิเมะกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
โยริฮิเมะได้นึกถึงคำจารึกจากสาส์นซึ่งเอย์รินผู้เป็นอาจารย์ของตนได้เขียนเอาไว้
โดยกล่าวถึงศัตรูที่ปรากฎจากทะเลแห่งความเงียบงันนั้นว่าพวกนั้นเป็นเพียงแค่
นกต่อเท่านั้น



อีกทั้งในสาส์นของเอย์รินก็ยังได้ให้คำแนะนำกับโยริฮิเมะว่า ให้ใช้การหลอกล่อนั่น
ให้เป็นประโยชน์ในการป้องกันตัวเองได้

"เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?"

เมดสาวถามฝ่ายปรปักษ์ที่อยู่ตรงหน้า ด้วยสีหน้าเรียบง่าย

"ถ้าขืนทางคุณไม่คิดจะขยับเลย ก็มีแต่จะต้องรอจนเสียเปล่าน่ะสิคะ?"

ทันใดนั้น ทางโยริฮิเมะจึงเริ่มมีปฎิกิริยาขึ้นบ้าง

"เจ้าน่ะ..."



ทันใดนั้นมือขององค์หญิงก็ชูขึ้นไปทางฟากฟ้า

"เมื่อครู่นี้พูดกับข้าว่า"
"เป็นพวกชุบมือเปิบเอาไว้สินะ"

และแล้วก็เกิดฝนตกลงมาห่าใหญ่แบบไม่ทันตั้งตัว สร้างความประหลาดใจให้กับ
เมดสาวเป็นยิ่งนัก



ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสายฟ้าฟาดลงมาในบริเวณเขตดันมาคุ และปรากฎรูปร่างของ
เปลวเพลิงที่คล้ายๆสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งก็มิปาน



ซึ่งมันก็คือรูปร่างของมังกรตัวใหญ่กับหัวอีกทั้งเจ็ดซึ่งมีไฟล้อมรอบตัวนั่นเอง

"โฮโนะอิคัทซึจิโนะคามิเอ๋ย"
"ท่านจงสั่งบัญชาให้พี่น้องอีกทั้งเจ็ดเหล่า"
"ทำให้มันต้องเสียใจที่บังอาจมาบุกรุกดินแดนแห่งนี้เสียเถิด"



คำสั่งเสียงกร้าวดุดันของโยริฮิเมะได้ประกาศออกมา ทำให้มังกรไฟรุกเข้าจู่โจมซาคุยะทันใด
และเข้าล้อมทุกทิศทางจนเรียกได้ว่าหมดทางหนีทีไล่ เกิดเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ยักษ์ในบัดดล



กระนั้น ทั้งเรย์มุ มาริสะ และเรมี่ก็ยังตีหน้าเฉย ซึ่งโยริฮิเมะก็รู้ดีเองเช่นกัน

"เจ้าน่ะ"
"ใช้วิชาที่แสนแปลกประหลาดจังนะ"

ในช่วงพริบตาเดียว เมดสาวก็มาอยู่ข้างหลังเจ้าหญิงโดยมีมีดจ่อข้างหลังเตรียมเผด็จศึก



"เมื่อกี้นี้คงจะเห็นแล้วใช่มั้ย"
"อิลลูชั่นแห่งการเคลื่อนย้ายพริบตา"

"เหลือก็แค่ของแถม"

คราวนี้เป็นคราวของเมดสาวเอาคืนบ้าง คมมีดนับคณาของซาคุยะกำลังลอยอยู่เหนือหัว
โยริฮิเมะ  เตรียมจู่โจมบ้างเช่นกัน



เหล่ากระต่ายดวงจันทร์ลูกน้องของโยริฮิเมะต่างตื่นตระหนกเป็นกระต่ายตื่นตูมกันยกใหญ่
ที่เห็นเจ้านายของตนตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น และแล้วคมมีดห่าใหญ่ก็เริ่มเคลื่อนไหว
ตามคำสั่งของซาคุยะ

"จะแถมพิเศษเพิ่มให้อีกหนึ่งละกัน"
"ลูมิเนสริโคเช่"

เมดสาวประกาศก้องถึงชื่อท่าของตน



แต่โยริฮิเมะก็ยังไม่ทิ้งลาย สามารถยับยั้งคมมีดที่ถ่าโถมเข้ามาได้โดยไม่ต้องขยับตัวแต่อย่างใด
เพียงควบคุมมีดคมหนึ่งก็สามารถบังคับมันผลักมีดใบอื่นอย่างต่อเนื่องได้แล้ว

"คานายามะฮิโกะโนะมิโคโตะเอ๋ย"
"จงแปรเปลี่ยนสิ่งที่ลอยล่องเกะกะรอบตัวเราให้กลายเป็นทรายด้วยเถิด!"

องค์หญิงประกาศใช้พลังจากเทพอัญเชิญอีกองค์



เมื่อสิ้นเสียงประกาศ คมมีดของซาคุยะก็กลายเป็นทรายตามคำประกาศไปในทันที และด้วยสีหน้า
ของซาคุยะเองก็แสดงถึงการยอมรับในความฉกาจของโยริฮิเมะเช่นกัน ในทั้งอีกด้านนั้น มาริสะที่
เป็นผู้ชมก็ตกใจในสิ่งที่เห็นต่อหน้าต่อตา ขณะที่เรย์มุก็ยังตีหน้าเฉยกล่าวชมในความสามารถของ
โยริฮิเมะ โดยที่โยริฮิเมะก็เเอาดาบจ่อคอซาคุยะเตรียมจบศึกเช่นกัน



"และก็"
"จงเปลี่ยนกลับไปหาเจ้าของเดิมเสียเถอะ"

ทันใดนั้น ตรงบริเวณปลายดาบของโยริฮิเมะ เหล่าทรายที่สลายอยู่ก็กลับมาหลอมรวมกลับมาเป็น
มีดของซาคุยะผู้เป็นเจ้าของเดิม



แต่ทว่า คราวนี้คมมีดได้มุ่งไปทางซาคุยะแทนเสียแล้ว คมมีดจำนวนมากพุ่งเข้าจู่โจมซาคุยะแบบ
ไม่ทันตั้งตัว การที่จะหลบให้พ้นทั้งหมดก็คงจะเป็นการยากเสีย

"ระ หรือว่า"
"คงจะคำนวนว่าฉันจะต้อง"
"หลบมีดของตัวเองอยู่แล้วสินะ!"



"ตามปกติมันก็ต้องหลบหลีกอยู่หรอกนะ"
"ช่วยไม่ได้ล่ะ..."

ซาคุยะยังคงมั่นใจอย่างไม่หยี่ระ เตรียมหยุดเวลาเพื่อเป็นการหลบพ้นจากมีดแทน แต่โยริฮิเมะ
ก็มองออกเช่นกัน จึงได้ใช้ความสามารถของโฮโนะอิคัทซึจิโนะคามิเรียกฟ้าเรียกฝนอีกครั้ง
ขณะที่ซาคุยะกำลังจะใช้ไพรเว็ตแสควร์หยุดเวลา

"เข้าสู่โลกของฉัน!"



ซาคุยะสามารถหยุดเวลาเอาไว้ได้ โดยทั้งฝนทั้งสายฟ้าและคมมีดต่างก็ถูกหยุดเอาไว้เช่นกัน
กระนั้น ซาคุยะก็ไม่นิ่งนอนใจ และสังเกตุรอบด้านของตน จนรู้สึกได้ว่าตนเองคงต้องยอมยก
"ธงขาว" ยอมแพ้เสียแล้ว



การประลองดันมาคุจบลงเสียที ด้วยความปราชัยของซาคุยะ เมดสาวแห่งคฤหาสน์มารแดง
และหนึ่งในผู้บุกรุกเสียเอง โดยมีเรมี่ยืนทำหน้าบึ้งใส่ไม่พอใจที่คนสนิทซึ่งตนไว้ใจที่สุดของตัวเอง
กลับพ่ายแพ้เสียแล้ว

"แข็งแกร่งสุดๆเลยล่ะค่ะ"
"นึกไม่ถึงเลยว่าจะเสียท่าให้กับมีดของตัวเองซะเอง"
"เหมือนกับโดนสุนัขของตัวเองแว้งกัดเลยนะคะ"

ซาคุยะยอมรับความพ่ายแพ้จากความประมาทของตัวเอง และกล่าวขออภัยจากเจ้านายของตน



แวมไพร์น้อยยังคงไม่อยากทำใจยอมรับเท่าไหร่นัก และบ่นว่าที่ยอมให้ซาคุยะออกหน้าก่อน
เพราะว่าจนกว่าตนจะได้สู้บ้าง ถึงจะชนะแล้วก็ไร้ความหมายอยู่ดี ทำเอาเมดสาวยิ้มให้
อย่างเอ็นดูในความเอาแต่ใจของผู้เป็นนาย



ทางด้านพวกโยริฮิเมะ เรย์เซ็นชมโยริฮิเมะเป็นการใหญ่ และคราวนี้ฝั่งศัตรูก็เหลือเพียง 3 คน
ซึ่งโยริฮิเมะก็กล่าวถึงวิชาของตนที่นำมาใช้ได้ไม่เพียงกี่ครั้งเท่านั้น แต่ก็มั่นใจว่าจะต้องชนะ
ได้อีกแน่ แต่เรย์เซ็นเองก็ขอถามโยริฮิเมะถึงว่าทำไมมนุษย์คนนั้น(ซาคุยะ)ถึงไม่ยอมเคลื่อนย้าย
พริบตาตอนถูกล้อมด้วยสายฟ้า? โยริฮิเมะก็เลยตอบง่ายๆว่าเพราะซาคุยะไม่สามารถทำการ
เคลื่อนย้ายพริบตาได้ในขณะนั้นนั่นเอง



โยริฮิเมะแอบเผยจุดอ่อนของการหยุดเวลาของซาคุยะให้เรย์เซ็นฟัง โดยเมื่อซาคุยะต้องการที่จะ
เคลื่อนไหวที่ยังสถานที่ๆหนึ่ง ก็จะเกิดช่องมิติผ่านทะลุร่างกายขึ้น ทำให้อยู่ในสถานการณ์ที่จะ
สามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งโยริฮิเมะก็สามารถรับรู้สึกได้ตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน จากตอนขณะที่
ตนกำลังใช้พลังของโฮโนะอิคัทซึจิโนะคามิอยู่ นั่นก็เพราะว่าบริเวณชายกระโปรงของซาคุยะ
ไหม้อยู่นั่นเอง เรย์เซ็นตะลึงถึงความอัจฉริยะของผู้เป็นนายของตนที่นำพลังของตนเองมาใช้ให้
เป็นประโยชน์ในการจับตำแหน่งของศัตรูได้



"เอ้า"
"ต่อไปจะเป็นใครกันล่ะ?"

เจ้าหญิงจันทราออกปากเชิญผู้บุกรุกคนต่อไปให้มาประลองกับตน



เรมี่จึงลองหันไปมองคนที่เหลือ ซึ่งก็เห็นว่าเรย์มุแอบงีบหลับไปก่อนแล้ว ซึ่งก็เหลืออยู่
เพียงแค่มาริสะเท่านั้น แม้ว่าจะดูยังไง แม่มดดำคงจะแพ้อยู่แล้ว แต่เรมี่ก็อยากจะ
ขอดูฝีมือซักหน่อย ด้วยรอยยิ้มที่แสนเป็นมิตรซึ่งหาได้ยากนัก



"ใจร้ายจังโว้ย........."

แม่มดดำยิ่งหัวเสียเข้าไปใหญ่ เมื่อมีคนมาแอบฝากความหวังเอาไว้แบบนี้ และบ่นว่า
ซาคุยะเองก็คงโดนแบบนี้เหมือนกับตนทุกวันสินะ

"ฮึๆ"
"คนต่อไปก็คือเจ้าที่ช่างพูดช่างจาสินะ"

เจ้าหญิงจันทรากล่าวกับคู่ต่อสู้คนต่อไปของตน



"ช่างเหอะ"

"ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีพลังขนาดใหน"
"แต่ถ้าเป็นการสู้ด้วยสเปลการ์ดล่ะก็ ฉันไม่แพ้ใครหรอกน่า"

การประลองระหว่างเจ้าหญิงโยริฮิเมะกับแม่มดดำมาริสะกำลังจะเริ่มต้นขึ้น มาริสะจะสามารถเอาชนะ
โยริฮิเมะผู้เก่งกาจเพื่อเบิกทางต่อไปได้หรือไม่?


จบตอน